
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองของแคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระเจ้าปัฏฐกะ กษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม ทรงมีพระมเหสีอันเป็นที่รักนามว่า สุชาดา และมีพระโอรสผู้เป็นที่รักยิ่งคือ เจ้าชายปัฏฐกะ ทรงเป็นที่รักและเคารพของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง พระองค์ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด บ้านเมืองสงบสุข ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า
แต่แล้ว ความสุขที่สมบูรณ์แบบก็มิได้คงอยู่ตลอดกาล ได้มีอำมาตย์ผู้ทะเยอทะยานนามว่า เทวทัต (ซึ่งในชาตินี้คือเทวทัตในภาคที่กลับชาติมาเกิด) แอบแฝงตัวเข้ามาในราชสำนัก ด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันแยบยล ทำให้พระเจ้าปัฏฐกะทรงหลงเชื่อและไว้วางพระทัย จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่
เทวทัตมีจิตใจอันมืดดำ เต็มไปด้วยความโลภและความริษยา เขาไม่พอใจที่เห็นพระเจ้าปัฏฐกะทรงได้รับความรักและศรัทธาจากประชาชน จึงวางแผนการอันชั่วร้ายเพื่อยึดครองราชบัลลังก์
ในวันหนึ่ง เทวทัตได้เข้าเฝ้าพระเจ้าปัฏฐกะพร้อมกับทูลว่า:
"ข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ ทรงมีพระบารมีแผ่ไพศาล แต่ข้าพระองค์มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์ เมื่อมีข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีเหล่าโจรป่าผู้ร้ายจำนวนมากกำลังซ่องสุมกำลังอยู่บริเวณชายแดน และมีทีท่าว่าจะยกทัพเข้ามาหมายจะปล้นสะดมเมืองหลวง"
พระเจ้าปัฏฐกะทรงสดับเช่นนั้น ก็ทรงรับสั่งถามถึงรายละเอียด
"เทวทัต ข้าได้ยินข่าวเช่นนี้ก็อดเป็นห่วงมิได้ เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งทูลให้ข้าทราบในวันนี้เล่า มีข่าวคราวอื่นใดอีกหรือไม่"
เทวทัตก็กราบทูลด้วยสีหน้าอันแสดงความห่วงใยแต่ซ่อนเร้นความอาฆาต
"ข้าพระองค์ได้สืบข่าวมาอย่างดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายแก่พระองค์ ข้าพระองค์ใคร่ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำทหารออกไปสอดแนมและปราบปรามเหล่าโจรเหล่านั้นเสียให้สิ้นซาก ก่อนที่พวกมันจะล่วงรู้ถึงการเตรียมการของเรา"
พระเจ้าปัฏฐกะทรงหลงเชื่อคำพูดของเทวทัต พระองค์ทรงไว้วางใจเสนาบดีผู้นี้ จึงทรงพระราชทานอนุญาต
"เอาเถิด เทวทัต จงไปจัดการตามที่เจ้าเห็นสมควร ข้าขอฝากความหวังไว้กับเจ้าในการรักษาความสงบสุขของอาณาจักร"
เทวทัตเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็รีบดำเนินการตามแผนการอันชั่วร้ายทันที เขาไม่ได้นำทหารออกไปปราบปรามโจรป่าแต่อย่างใด หากแต่เขาได้นำทหารที่จงรักภักดีต่อตนเองจำนวนหนึ่ง เดินทางไปยังป่าอันห่างไกล ที่ซึ่งพระเจ้าปัฏฐกะทรงโปรดเสด็จประพาสอุทยานเป็นประจำ
เมื่อถึงอุทยาน เทวทัตก็สั่งให้เหล่าทหารของตนล้อมจับพระเจ้าปัฏฐกะไว้ได้สำเร็จ พระเจ้าปัฏฐกะทรงตกพระทัยและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
"เทวทัต! เจ้าทำสิ่งนี้อันใดกัน! เหตุใดเจ้าจึงบังอาจมาจับกุมเราเช่นนี้!"
เทวทัตหัวเราะเยาะเย้ยด้วยความสะใจ
"ฮ่าๆๆๆ พระเจ้าปัฏฐกะเอ๋ย พระองค์ทรงหลงเชื่อเรามากเกินไปเสียแล้ว! ข้ามิได้มีหน้าที่ต้องกำจัดโจรป่า หากแต่ข้ามีหน้าที่ต้องกำจัด 'เจ้า' ต่างหาก! บัดนี้ ราชบัลลังก์แห่งวิเทหะเป็นของข้า!"
พระเจ้าปัฏฐกะทรงตกอยู่ในอันตราย พระองค์ทรงถูกจับกุมและถูกนำตัวไปขังไว้ในคุกอันมืดมิด ทรงถูกกีดกันจากโลกภายนอก ข่าวการจับกุมพระเจ้าปัฏฐกะถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดโดยเทวทัต
ในขณะเดียวกัน เมื่อพระนางสุชาดาทรงทราบว่าพระสวามีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก็ทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ทรงพยายามสืบหาข่าว แต่ก็ไม่ทรงพบสิ่งใด
เทวทัตได้ประกาศตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าปัฏฐกะ และเริ่มปกครองเมืองด้วยความโหดร้ายทารุณ ประชาชนต่างหวาดกลัวและไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดขืน
เจ้าชายปัฏฐกะ พระโอรสของพระเจ้าปัฏฐกะ ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 7 ชันษา ทรงรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระบิดา พระองค์ทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวและทรงปรารถนาจะช่วยเหลือพระบิดา
วันหนึ่ง เจ้าชายปัฏฐกะทรงแอบหนีออกจากวังหลวง ด้วยพระประสงค์ที่จะไปช่วยเหลือพระบิดา พระองค์ทรงปลอมแปลงพระองค์เองเป็นเด็กหนุ่มขอทาน เพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับสังเกต
เจ้าชายปัฏฐกะทรงเดินทางไปยังป่า ทรงพยายามสอบถามข่าวจากผู้คน แต่ก็ไม่มีใครกล้าให้ข้อมูล
ขณะที่ทรงสิ้นหวัง พระองค์ทรงได้พบกับพระมหาเถระรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงญาณหยั่งรู้ ท่านได้เห็นถึงความทุกข์ของเจ้าชาย
พระมหาเถระจึงได้ตรัสกับเจ้าชายปัฏฐกะว่า:
"ดูก่อนมหาบพิตรน้อย หากท่านปรารถนาจะช่วยเหลือพระบิดาของท่าน ท่านต้องมีกำลังที่เหนือกว่าเทวทัตเสียก่อน ท่านต้องเพียรพยายามบำเพ็ญเพียร เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจที่จะต่อกรกับความชั่วร้าย"
เจ้าชายปัฏฐกะทรงรับฟังคำสอนด้วยความตั้งใจ พระองค์ทรงเข้าใจว่า การจะกอบกู้สถานการณ์นี้ได้ มิใช่ด้วยกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกำลังแห่งปัญญาและคุณธรรม
เจ้าชายปัฏฐกะทรงบำเพ็ญเพียรในป่า ทรงอดทนต่อความยากลำบาก ทรงศึกษาพระธรรม และทรงฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็งทั้งกายและใจ
เวลาผ่านไปหลายปี เจ้าชายปัฏฐกะทรงเติบโตเป็นหนุ่มแน่น ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง ทรงมีพระปัญญาเฉลียวฉลาด และทรงเปี่ยมด้วยคุณธรรม
พระมหาเถระได้ปรากฏตัวอีกครั้ง ทรงมอบคัมภีร์โบราณอันเป็นคัมภีร์แห่งพลังพิเศษ และทรงสอนวิชาอาคมให้แก่เจ้าชาย
เจ้าชายปัฏฐกะทรงใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการศึกษาและฝึกฝนคัมภีร์จนชำนาญ พระองค์ทรงสามารถใช้พลังพิเศษที่ได้มาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
เมื่อทรงมั่นพระทัยแล้ว เจ้าชายปัฏฐกะก็ทรงเดินทางกลับสู่กรุงมิถิลา พระองค์ทรงได้พบกับพระนางสุชาดา ซึ่งทรงมีพระพักตร์เศร้าหมอง
เจ้าชายปัฏฐกะทรงเปิดเผยพระองค์ต่อพระมารดา
"หม่อมแม่ หม่อมฉันคือปัฏฐกะ พระโอรสของพระองค์เพคะ"
พระนางสุชาดาทรงปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด
"โอ้ ลูกรัก! แม่ตามหาท่านมาตลอด! ท่านเติบโตขึ้นมาก และดูแข็งแรงยิ่งนัก"
เจ้าชายปัฏฐกะทรงเล่าถึงแผนการที่จะโค่นล้มเทวทัต
"หม่อมแม่ อย่าทรงห่วงไปเลยเพคะ หม่อมฉันจะกอบกู้ราชบัลลังก์และช่วยเหลือพระบิดากลับคืนมาให้ได้"
เจ้าชายปัฏฐกะทรงรวบรวมเหล่าผู้คนที่ยังภักดีต่อราชวงศ์ และใช้พลังพิเศษที่ทรงได้เรียนรู้มาในการช่วยเหลือพวกเขา
ข่าวการปรากฏตัวของเจ้าชายปัฏฐกะแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ประชาชนที่ถูกกดขี่ภายใต้การปกครองของเทวทัต ต่างมีความหวัง
เทวทัตเมื่อได้ยินข่าว ก็ทรงกริ้วอย่างมาก
"เจ้าเด็กนี่! กล้าดียังไงถึงกลับมา! จงไปจับกุมมันมาให้ข้า!"
แต่เหล่าทหารของเทวทัตที่เคยเกรงกลัวเจ้าชายปัฏฐกะด้วยพลังพิเศษ ก็เริ่มที่จะไม่กล้าเผชิญหน้า
เจ้าชายปัฏฐกะทรงนำทัพอันประกอบด้วยประชาชนผู้ภักดีและเหล่าทหารที่แปรพักตร์ เข้าสู่กรุงมิถิลา
การต่อสู้ระหว่างกองทัพของเจ้าชายปัฏฐกะและกองทัพของเทวทัตได้อุบัติขึ้น
เทวทัตเองก็มีพลังอำนาจบางอย่างที่ได้มาจากการบูชายัญอันชั่วร้าย
เจ้าชายปัฏฐกะทรงใช้พลังพิเศษที่ได้จากการบำเพ็ญเพียรและความดีงามเข้าต่อสู้กับเทวทัต
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ท้องฟ้าเหนือกรุงมิถิลาเต็มไปด้วยแสงสีและพลังงาน
ในที่สุด ด้วยพละกำลังอันบริสุทธิ์และคุณธรรมที่เหนือกว่า เจ้าชายปัฏฐกะก็ทรงเอาชนะเทวทัตได้สำเร็จ
เทวทัตพ่ายแพ้และถูกจับกุม
เจ้าชายปัฏฐกะทรงรีบไปช่วยเหลือพระบิดาที่ถูกจองจำ
เมื่อพระเจ้าปัฏฐกะทรงได้รับการปลดปล่อย พระองค์ก็ทรงโอบกอดพระโอรสด้วยความปลาบปลื้ม
"ปัฏฐกะ ลูกรัก! เจ้าทำได้แล้ว! เจ้าได้ช่วยพ่อไว้!"
เจ้าชายปัฏฐกะทรงกราบทูลด้วยความอ่อนน้อม
"หม่อมฉันเพียงแค่ทำในสิ่งที่สมควรทำเพคะ"
พระเจ้าปัฏฐกะทรงกลับขึ้นสู่ราชบัลลังก์อีกครั้ง และได้ทรงลงโทษเทวทัตตามสมควร
เจ้าชายปัฏฐกะทรงได้รับการยกย่องและสรรเสริญจากประชาชนทั้งปวง
พระเจ้าปัฏฐกะทรงปกครองอาณาจักรต่อไปด้วยความสงบสุข และทรงสอนให้เจ้าชายปัฏฐกะสืบทอดการปกครองด้วยทศพิธราชธรรม
ความพยาบาทอาฆาตและความโลภย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม
การอดทน เพียรพยายาม บำเพ็ญเพียร และสร้างคุณธรรม ย่อมนำมาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ
การรู้จักแยกแยะมิตรและศัตรู การไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ โดยไม่พิจารณา
ขันติบารมี (ความอดทน)
วิริยบารมี (ความเพียร)
ปัญญาบารมี (ปัญญา)
เมตตาบารมี (ความรัก)
อุเบกขาบารมี (ความวางเฉย)
— In-Article Ad —
ความพยาบาทอาฆาตและความโลภย่อมนำมาซึ่งความเสื่อม
บารมีที่บำเพ็ญ: ขันติบารมี (ความอดทน)
— Ad Space (728x90) —
314จตุกกนิบาตคิริมานันทชาดก ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพระนครเวสาลีอันรุ่งเรือง มีพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พร...
💡 ความงามที่แท้จริงนั้น ย่อมอยู่ที่จิตใจอันบริสุทธิ์ การทำหน้าที่อันดีงาม และการเป็นที่รักของผู้อื่น รูปกายภายนอกนั้นย่อมมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา
195ทุกนิบาตมหาสาลชาดกในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็น 'มหาสาล' บุตรชายของเศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงพาราณสี มห...
💡 ความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์ และความกล้าหาญ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จ การรู้จักตอบแทนบุญคุณ และการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขที่แท้จริง.
216ทุกนิบาตนฬกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง...
💡 ความเมตตาและการเสียสละย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้อื่นได้ แม้แต่ผู้ที่เคยมีจิตใจเป็นอกุศล ก็สามารถกลับมาเป็นผู้มีจิตใจดีงามได้ หากได้รับการแสดงความเมตตาอย่างแท้จริง
138เอกนิบาตมหาโสมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงธรรมนามว่า ‘พระเจ้าพรหมทัต...
💡 การแสวงหาปัญญามีหลายรูปแบบ อย่าด่วนสรุปจากการตีความสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงผิวเผิน
7เอกนิบาตกุรุงคมุขชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีเมืองสำคัญแห่งหนึ่งชื่อว่า ราชคฤห์ อันเป็นที่ประท...
💡 การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการเสียสละเพื่อผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่จะนำพาความสุขที่แท้จริงมาให้ การหลงในความโลภ ความเชื่อผิดๆ และการเบียดเบียนผู้อื่น จะนำมาซึ่งความทุกข์และความเดือดร้อน
249ทุกนิบาตมหานารทชาดกในยุคโบราณกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงอุบัต...
💡 การมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นคือหนทางแห่งความสงบสุข
— Multiplex Ad —